
ผมพาคุณผู้อ่านมาถึงปลายทางจังหวัดสุดท้ายของภูมิภาค Tohoku แล้วครับ
ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ อย่างเป็นทางการ....
ผมขอมอบพลงนี้เป็นการตอบแทนความรู้สึกดีๆที่มอบให้แก่กันมาตลอดทั้งทริป
**************************
มีเธอ ***** อัญชลี จงคดีกิจ
ฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไร ถ้าฉันไม่มีเธออย่างนี้
ฉันก็คงหลงทาง กำลังใจหายไปทุกที ไม่มีใคร...ไม่มีเลย
ฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไร วันที่ใจฉันนั้นเหน็บหนาว
รักที่เธอให้มา มันมาแทนที่ความว่างเปล่า อบอุ่นในใจ...เมื่อฉันมีเธอ
รู้ไหมรักของเธอนั้นคือคำตอบ
ทำให้คนอย่างฉัน...ได้พบความหมาย (ได้พบความหมาย)
รักที่ฉันสัมผัส รับรู้ได้ด้วยใจ เธอยังคงมีหัวใจที่แท้จริง
ถึงพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ใจฉันคงจะไม่อ้างว้าง
รักที่ใจของเธอ คอยนำทางให้แสงสว่าง เมื่อมีเธอ...เข้ามาในใจ
รู้ไหมรักของเธอนั้นคือคำตอบ
ทำให้คนอย่างฉัน...ได้พบความหมาย (ได้พบความหมาย)
รักที่ฉันสัมผัส รับรู้ได้ด้วยใจ เธอยังคงมีหัวใจที่แท้จริง
ฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไร วันที่ใจฉันนั้นเหน็บหนาว
รักที่เธอให้มา มันมาแทนที่ความว่างเปล่า อบอุ่นในใจ...เมื่อฉันมีเธอ
ฉันได้มาพบเธอ เธอคือความรักที่ยิ่งใหญ่
อบอุ่นในใจ....เมื่อฉันมีเธอ...
**************************
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกกิฟและทุกการโหวตอันอบอุ่นที่มอบให้กันตลอดมา
Iwate หนึ่งใน 6 จังหวัดของภูมิภาค Tohoku อยู่ห่างจากโตเกียวไปทางเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่ประมาณเจ็ดเท่าของโตเกียวและเป็นภูมิภาคที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น
Iwate เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงว่ามีธรรมชาติที่งดงาม เช่น แก่ง Rikuchu
และภูเขา Iwate (ซึ่งถูกเรียกว่าภูเขาฟูจิแห่ง Nambu) และเต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า เช่น วัด Chusonji และ Motsuji ในเมือง Hiraizumi นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น Onsen และสกี ให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและผู้มาเยือนจากต่างชาติอีกด้วย

จังหวัด Iwate มีเมืองศูนย์กลางที่สำคัญไม่แพ้ Sendai แห่ง Miyagi ก็คือเมือง Morioka เป็นเมืองที่มีประชากรประมาณ 300,000 คน ซึ่งมีแม่น้ำสามสาย คือแม่น้ำ Kitakami, Shizukuishi และ Nakatsu ไหลผ่าน ซึ่งทำให้ Morioka เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ตอนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น มีความปลอดภัยสูง สงบ และแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ

สำหรับทริปนี้ ...ผมจะพาคุณผู้อ่านไปยังทางตอนใต้ของจังหวัด Iwate ยังเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Ichinoseki ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวชม โตรกผาหนึ่งในความงดงามของธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์อย่างเราถึงกับตะลึงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว
ผมจับรถไฟชิงค้งเซ็นจากสถานี Sendai และเพียง 30 นาทีผมก็ถึงสถานีเล็กๆ น่ารักคือ Ichinoseki ถ้านั่งรถไฟต่อไปอีกประมาณ 30 นาทีก็จะไปถึงโตรกผา Geibikei แต่ถ้านั่งรถบัส ไปอีกด้านหนึ่งเพียง 20 นาที ก็จะไปถึงอีกโตรกผา ก็คือโตรก Genbikei
ผมนั่งรถบัสไปประมาณ 20 นาทีก็มาสุดสายถึงโตรกผา Genbikei Gorge ซึ่งที่นี่เป็นโตรกผาหินสูงชันที่เรียงรายกันสวยงามแล้วมีแม่น้ำ Iwai ไหลผ่านกลางแท่งหินจากการระเบิดของภูเขาไฟ ที่ถูกสายน้ำกัดเซาะจนเกิดเป็นประติมากรรมหินทางธรรมชาติที่งดงามจริงๆ

บริเวณรอบๆ ก็เป็นสวนสาธารณะมีร้านค้าเล็กๆ เรียงรายต่อกันไป แต่ไม่มากเท่าไหร่ เหมาะสำหรับเดินเล่นชิวๆ แล้วหาซื้อขนมนั่งกินชมวิวอยุ่ริมโตรก ชมสายน้ำไหลผ่านแนวแถวหินสูง เคล้าสายลมบรรยากาศใบไม้ร่วง หรือแม้กระทั่งการซื้อขนม kakko-dango ที่ได้ความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครก็คือต้องส่งเงินใส่ตระกร้าข้ามแม่น้ำไปซื้อขนมอีกฝั่งข้างหนึ่ง .......ช่างเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว
ผมเดินเล่นสักพัก แต่ไม่สามารถเดินไปไหนไกลได้เนื่องจากทางเดินเที่ยวไม่สามารถเดินลัดเลาะลงไปได้ เพราะเป็นโขดหินสูงชัน มีเชือกกั้นเป็นระยะๆ จึงได้แต่เดินหาใบไม้แดงเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกว่า ...... เราเคยพบกันแล้วที่ Genbikei Gorge และนี่ก็คือภาพที่นำมาฝากทุกท่านครับ

ผมนั่งรถบัสกลับมายังสถานี Ichinoseki แล้วขึ้นรถไฟสาย JR Ofunato Line เพื่อไปลงสถานี Geibikei ตลอดทางที่รถไฟวิ่งผ่านป่าเปลี่ยนสีท่ามกลางทิวทัศน์ของความเรียบง่ายในการดำรางชีวิตในเมืองชนบทนี้ ช่างเป็นบรรยากาศที่ทำให้เกิดความสงบในใจผมได้อย่างประหลาดทีเดียว
จุดประสงค์ในการที่ผมบรรจุ Geibikei เข้ามาในแผนการเดินทางชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ Tohoku นั้นคือต้องการเพิ่มประสบการณ์การเที่ยวแบบคนญี่ปุ่นในการล่องเรือแจวชมทิวทัศน์ใบไม้ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสีตลอดแนวโตรกผาในบรรยากาศเคล้าเสียงเพลงของนายท้ายเรือที่ส่งเสียงก้องไปทั้งหุบเขา

จากสถานี Geibikei ที่เป็นสถานีเล็กๆ แทบไม่มีผู้คนเลย ผมเดินเหงาๆ ตามนักท่องเที่ยวที่ลงพร้อมกันเดินออกจากสถานีไปยังถนนเส้นเล็กๆ ซึ่งตัดผ่านหมู่บ้านสงบๆแห่งหนึ่ง ไปเรื่อยๆ ไม่ถึง 10 นาทีผมก็เห็นคุณป้าซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของทีมกิจกรรมล่องเรือยืนต้อนรับพร้อมโบกธงเป็นสัญลักษณ์ว่าเราได้มาถึง Geibikei แล้ว
ผมตะลึงกับภาพตรงหน้า ........ และที่นี่เองที่ผมเลือกเป็น Finale ปิดท้ายไดอารี่เพลงใบไม้ร่วงของผม

Geibikei Gorge เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติท่ามกลางธารสายน้ำใสที่มีชื่อว่า Satetsu และมีความลึกเพียงเล็กน้อยจนสามารถมองเห็นก้อนหิน ก้อนกรวดที่ก้นลำธารธารผสานกับสิ่งมีชีวิตรอบข้างไม่ว่าจะเป็นปลาเทร้าท์ เป็ดน้ำ ที่ว่ายไปมาอยุ่ในธารใสนั้น รวมทั้งนกต่างๆ ที่ส่งเสียงร้องคลอไปพร้อมกับนายท้ายซึ่งจะแจวเรือท้องแบนพานักท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ แบบสบายๆ ไม่รีบร้อนไปตามธารงามกว่า 2 กิโลเมตร ที่ไหลผ่ากลางระหว่างโตรกผาที่มีความสูงตั้งแต่30-100 เมตร สองข้างทางซึ่งใช้เวลารวมประมาณ 1 ชั่วโมง นี่คือหนึ่งในความประทับใจจนยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผมจนถึงทุกวันนี้

ผมซื้อตั๋ว 1500 เยน กะว่าเดินถ่ายรูปบริเวณท่าเรือไปเรื่อยๆ สักชั่วโมงแล้วค่อยล่องเรือวันนี้เป็นวันสบายๆ เพราะผมให้เวลาที่นี่ทั้งวัน เนื่องจากตั้งใจจะเก็บบรรยาศที่นี่ให้มากที่สุด และอีกเหตุผลก็คือรถไฟที่วิ่งกลับไปสถานี Ichinoseki นั้นมีชั่วโมงละขบวน บางขบวนทิ้งช่วงเวลาถึง 2 ชั่วโมงเลยครับ ผมเลยไม่ใส่ตารางเที่ยวที่อื่นเข้าไปอีกเพราะไม่สามารถทำเวลาได้แน่นอน ........ อยากกลับเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับ ....ใช้เวลาชิวๆ อะครับ

นายท้ายครับ

ไม้สำหรับถ่อเรือครับ ..... จะเห็นได้ว่ามีขอไว้จิกพื้นน้ำในการล่องเรือครับ

วันนี้แดดแรง แสงเข็งมาก ทำให้ถ่ายรูปลำบาก ยิ่งถ้ามุมไหนมีความต่างระหว่างความมืดจากเงาของโตรกผา และ ความสว่างของแดด ทำให้ผมถ่ายรูปลำบากยิ่งขึ้น ผมก็เลยคิดว่าหลังจากล่องเรือแล้วจะรอให้แสงแดดอ่อนลงซักนิด แล้วจะถ่ายรูปซ่อมอีกครั้ง
พอถึงเวลาลงเรือผมไปยืนต่อคิว มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก ระคนกับความตื่นเต้นที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับชาวญี่ปุ่น ซึ่งผมเป็นคนต่างชาติคนเดียวบนเรือลำนี้ มันเกิดความรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึคๆ ว่ามีเพื่อนร่วมทางหลากหลายเดินทางไปพร้อมผม ......ทำให้ผมคลายเหงาไปได้บ้างครับ

คุณผู้อ่านมาขึ้นเรือแล้ว........ แล้วเดินทางไปด้วยกันเลยครับ

ตลอดทางที่เรือล่องไปตามแนวโตรกเขาสวยที่แซมไปด้วยใบไม้หลากสีไม่ว่าจะเป็นเหลือง ส้ม แดง หรือ สีเขียวที่ยังไม่เปลี่ยนสี ซึ่งมีสายน้ำใสที่มีปลาน้อยใหญ่เป็นฉากหน้า เมื่อมีเรือลำอื่นผ่านมา พวกเราก็โบกมือทักทายกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ผมถ่ายรูปไป อมยิ้มไปตลอดทางเลยครับ

นอกจากจะได้ชมโตรกผาสวยๆ กับใบไม้แดงแล้ว ยังได้ชมศาลเจ้าสวยๆ และ สิ่งปลูกสร้างเล็กๆ

แล้วเรือก็พานักท่องเที่ยวมาถึงเกาะแห่งหนึ่งซึ่งบรรยากาศจะคล้ายกับเขาตะปู / เขาพิงกัน ที่จอดพักให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปถ่ายรูป เดินชมใบไม้เปลี่ยนสีตัดกับสายน้ำใสที่สะท้อนภาพท้องฟ้าอย่างสวยงาม

ซึ่งบนเกาะนี้ก็มีโตรกผาอีกหลายโตรกที่มีรูปทรงเล็กใหญ่สวยงามเรียงรายกันไป อีกทั้ง จะมีโตรกผาเป็นรูอยู่ตรงกลาง แล้วให้โยนหินชื่อ Undama ในสนนราคา 100 เยนจะได้ 5 ลูก ซื่งแต่ละลูกจะพรต่างๆ ในเรื่องของ ความสุข โชค หรือ การมีอายุยืน ถ้าใครโยนเข้าในโพรงนั้นก็จะได้พรอันนั้นครับ

ผมเดินถ่ายรูปสักพักก็เดินกลับมายังเรือเพื่อจะล่องกลับไปยังท่า ซึ่งเป็นช่วงที่ได้แสงสวยพอ ผมนั่งอมยิ้มดูบรรดานักเรียนที่ช่วยกันถ่อเรืออย่างสนุกสนาน

ผมเริ่มอมยิ้มอีกครั้งเมื่อนายท้ายเรือของผมเริ่มร้องเพลง ผมมองหน้าคนร้องแล้วยังเป็นคนรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 30 ปี แต่การร้องของนายท้ายร้องในอารมณ์เหมือนกับโดนบังคับให้ทำ เสียงคีย์ร้องเพลงต่ำมาก แถมออกเสียงเพี้ยนอีก ซึ่งกว่าจะถ่อเรือไปถึงท่าเรือ ถึงผมฟังไม่รู้เรื่องแต่เสียงร้องของนายท้าย ผมต้องแอบปล่อยก๊ากไปหลายรอบเลย ช่างเป็นบรรยากาศคลาสสิคและสวยงามที่มาจากการผสมผสานของวัตถุดิบชั้นดีจากผู้คน สายน้ำ และธรรมชาติรอบข้าง . .......... ผมมีความสุขจริงๆ ครับ

แล้วก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องปิดไดอารี่เพลงใบไม้ร่วง 2009 ณ ภูมิภาค Tohoku ดินแดนอันงดงาม ไข่มุกภาคอีสานแห่งประเทศญี่ปุ่น
..

ผมขอบอกคุณผู้อ่านทุกคนได้เลยว่า เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของชีวิตอีกครั้งหนึ่งที่ได้มีโอกาสมายังภูมิภาคนี้ในยามใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้ผมได้ต้นทุนชีวิตและมุมมองในการที่จะอยากอนุรักษ์ธรรมชาติคงไว้ให้อยู่นานเท่านาน ไม่ใช่เพราะมีแค่ความงดงาม และสิ่งที่สำคัญก็คือความสุขและสงบทางด้านจิตใจครับ
ผมขอส่งคุณผู้อ่านทุกท่านกลับสู่ประเทศไทยด้วยภาพนี้ครับ

นอกจากทริปที่ Tohoku แล้วผมยังมีโอกาสได้ไปที่ต่างๆ ณ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็คือ
มิตาเกะ ฉากรักสุดอมตะของคุณหญิงกีรติและนพพร

นิกโก้ เมืองมรดกโลกแห่งโชกุน อิเอะสุ โตกุกาว่า

กรุงโตเกียว

โยโกฮามะ .....

สุดท้าย..... ผมก็ได้พบกับเธอซะทีหลังจากพลาดกันหลายรอบเหลือเกิน .....
Fuji San ที่จังหวัด Yamanashi (Oshino Hakkai )

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นจากการท่องเที่ยวญี่ปุ่น รีวิวต่างของเพื่อนๆ สมาชิกในพันทิป , hiflight, Oknation, trekkingthai และจากข้อมูลจาก google และที่สำคัญคือคุณผู้อ่านทุกท่านไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือผู้มาเยือนครับ
แล้วพบกับผมใหม่อีกครั้งกับไดอารี่จากเกาะใต้ที่ Kansai, Hiroshima, Kyushu ในปลายปีนี้
สวัสดีครับ
ติวเตอร์ตู่
www.japanthaifanclub.com