เมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ ออกมาแล้ว
เดินออกมาที่ทางออกที่ชั้น 1 ให้มองหาเคาเตอร์หน้าตาแบบนี้
มันคือเคาเตอร์ Transportation Service รับจองสารพัดตั๋วสำหรับเข้าเมือง ทั้งรถไฟ JR, Keisei และ Limousine Bus รวมถึงซื้อตั๋ววันราคาพิเศษของ Tokyo Metro Subway ด้วย (ตั๋ว Subway พิเศษแบบนี้ ซื้อได้ที่เคาเตอร์นี้ที่เดียวนะครับ)
รายละเอียดตัว Tokyo Metro Open Ticket ตามนี้ http://www.tokyometro.jp/e/open_ticket/index.html
ถ้าไม่อยากแบกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์เข้าเมือง ติดต่อบริการขนกระเป๋าของบริษัท GPA (ช่องซ้ายสุด) ที่เคาเตอร์นี้ก็ได้
ถ้าจะไปรถไฟ ยังไม่ต้องจองตั๋วที่นี่ก็ได้ ลงไปชั้นใต้ดิน มีเคาเตอร์รับจองตั๋ว ของ JR และ Keisei ให้บริการอยู่ข้างล่างอีก ไม่ต้องห่วง
แต่ถ้าอยากคุยกับสาวญี่ปุ่นเป็นประเดิมหลังเตะแผ่นดินญี่ปุ่น แวะซื้อตรงนี้เลย เพราะเคาเตอร์ที่ชั้นใต้ดินมักจะเจอแต่คุณลุงกับคุณน้า
เคาเตอร์นี้ไม่รับแลก Exchange Order ของ JR เป็นตั๋ว Japan Rail Pass นะครับ ต้องลงติดต่อซื้อที่ JR Eat Travel Service Center หรือ ที่สำนักงานรับจองที่นั่งหน้าต่างเขียว (Midori-noguchi) ของ JR ที่ชั้นใต้ดิน
ลงไปสถานีรถไฟที่ชั้นใต้ดิน ด้วยบันไดเลื่อนที่อยู่แถวนั้นแหละ
เข็นรถเข็นกระเป๋าลงบันไดเลื่อนได้เลย บันไดที่นี่มันสามารถ ไม่ต้องลงลิฟท์ก็ได้
จะเข้า Tokyo โดยรถไฟ มีทางเลือกอยู่ 2 แนว ตามรูปเลย

1. แนวเส้นสีแดง-ดำ นั่งรถไฟ JR อ้อมเข้าโตเกียวทางทิศใต้ มีให้เลือก 2 แบบ
1.1 JR Narita Express หรือ NEX ถึงเร็วที่สุดและแพงที่สุด นั่งไปลงสถานีโตเกียว ใช้เวลา 54 นาที แต่ต้องจ่าย 2,940 เยน
แบบแรก Narita Express หรือ N'EX
หรูสุด แพงสุด และ เกือบวิ่งเร็วที่สุด ในบรรดารถวิ่งเข้าโตเกียว (130 กม./ชั่วโมง)
เป็นผลผลิตของ บริษัท JR East ในรหัส EMUs 253 Series
ข้อมูลทางเทคนิคสำหรับ เททจัง และ เททสึโกะ สาขาประเทศไทย ไปอ่านที่นี่ลย http://en.wikipedia.org/wiki/253_series
มีออกจากสนามบินนาริตะวันละ 24 ขบวน เที่ยวแรก 7.42 เที่ยวสุดท้าย 21.43 น. สถานีหลักที่แวะจอด คือ Airport-Terminal 2, Tokyo, Shinagawa, Shibuya, Shinjuku, Ikebukuro สุดทางที่ Omiya ทางเหนือของโตเกียว ขบวนก่อนเที่ยง จะแวะจอดเมือง Narita กับ Chiba ด้วย
ขบวนที่ออกสายกว่า 9 โมงเช้าเป็นต้นไป พอวิ่งถึง สถานี Tokyo จะแบ่งขบวนเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกวิ่งขึ้นเหนือผ่าน Shinjuku ไป Omiya อีกส่วนวิ่งล่องใต้ไป Yokohama, Totsuka และ Ofuna
ใช้เวลาเดินทางจากสนามบิน ถึงสถานีโตเกียว 54 นาที ถ้าลงชินจูกุก็ 1 ชั่วโมง 18 นาที ลงโยโคฮาม่าก็ชั่วโมงครึ่ง
ค่าโดยสารแบบเต็มราคา ลงโตเกียว 2,940 เยน / ชินจูกุ หรือ อิเคะบุคุโระ 3,110 เยน / โยโคฮาม่า 4,180 เยน
1.2 JR Rapid Airport Narita (Sobu Line) หรือ รถด่วนปกติ ใช้เวลานานที่สุดที่ 80 นาที จะถึงสถานีโตเกียว ค่าใช้จ่าย 1,280 เยน
2. แนวเส้นสีน้ำเงิน นั่งรถไฟ Keisei อ้อมเข้าโตเกียวทางทิศเหนือ มีให้เลือก 2 แบบเหมือนกัน
2.1 Keisei Skyliner เป็นรถชั้นพิเศษของ Keisei ปลายทางอยู่ที่ Ueno ใช้เวลา 51 นาที เร็วกว่า JR นิดนึง แต่จ่ายถูกกว่าเยอะที่ 1,920 เยน
2.2 Keisei Limited Express ซึ่งก็คือรถไฟชั้น Rapid นั่นแหละ แต่ Keisei เรียกชื่อให้ดูหรูหน่อย ไว้เรียกลูกค้า จากนาริตะไปถึง Ueno ในเวลา 71 นาที โดยมีค่าใช้จ่ายถูกที่สุด แค่ 1,000 เยนเท่านั้น
ทั้งสองเจ้าแข่งขั้นกันแย่งลูกค้าด้วยราคาลดพิเศษ
JR เปิดสงครามราคา โดยขายตั๋ว NEX ควบกับบัตร Suica ในราคา 3500 เยน
ส่วน Keisei ก็ไม่น้อยหน้า จับมือกับ Tokyo Metro Subway ขายตั๋วรถด่วน Skyliner ควบกับ Open Ticket ของ Tokyo Metro Subway ด้วยราคา 2100-2480 เยน
กลับมาที่ชั้นใต้ดินของสนามบิน

จะมีร้านค้า / ร้านขายน้ำ-ขนม / สำนักงานของ JR / เคาเตอร์ขายตั๋ว และ ทางเข้าชานชลา ทั้งของ JR และ Keisei แต่ทางเข้าชานชลาจะแยกกันคนละทาง
ลักษณะคล้ายกันทั้งสองเทอร์มินอล ไม่ซับซ้อน
เครื่องใครลงเทอร์มินอลไหน เช็คได้ที่ตั๋วของท่านครับ
เอารูปผังอาคารในสนามบินมาให้ดู จะได้นึกภาพออก
เทอร์มินอล 1 อยู่ด้านล่าง
เทอร์มินอล 2 อยู่ด้านบน
มีถนนขั้นกลาง
ทางรถไฟซ่อนอยู่ใต้ดิน
กลับมาที่ชั้นใต้ดินอีกครั้ง

ถ้าจะแวะแลก Exchange Order เป็น JR Rail Pass
หรือซื้อบัตร Suica & N'EX
แวะที่นี่เลย...
JR East Travel Service Center
ในแผนที่ที่ คห. 11 คือ จุดที่ระบายสีแดงเอาไว้
แม้ว่าจะยังไม่เริ่มใช้ JR Rail Pass ในวันนั้น ก็สามารถแลก Pass ไว้ล่วงหน้าได้เลย
ได้ JR Pass แล้ว สามารถจองตั๋วรถไฟต่อได้ทันที ที่เดียวกันนี่แหละ จองได้ล่วงหน้าเป็นเดือน และจองได้ทุกสายทั่วประเทศ
ไม่ทราบเวลาและสายรถ ปรึกษาเจ้าหน้าที่ JR ที่ Travel Service Center ได้เลย หรือจะให้เจ้าหน้าที่ แนะนำเส้นทาง หรือขบวนรถให้ก็ได้ พูดภาษาอังกฤษกันคล่องทุกคน
มีทัวร์ของ JR ขายให้ด้วย มาที่เดียวครบ!
JR East Travel Service Center เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด
สำนักงานเทอร์มินอล 1 เปิด เก้าโมงครึ่ง ถึง หนึ่งทุ่ม
สำนักงานเทอร์มินอล 2 เปิด สิบโมงครึ่ง ถึง สองทุ่ม
ปล. JR หรือ Japan Railways Group เค้าแบ่งเป็นบริษัทย่อย ๆ อีก 6 บริษัท ตามเขตพื้นที่ เพื่อสะดวกในการบริหารงาน จะได้รวดเร็วไม่อุ้ยอ้าย คือ JR Hokkaido / JR East / JR Central / JR West / JR Shikoku และ JR Kyushu
เขตโตเกียวและเมืองรอบๆ ขึ้นไปจนถึง Nagano Yamagata Sendai Hachinohe สุดปลายเกาะที่ Aomori เป็นเขตรับผิดชอบของ JR East ครับ
ถ้าเครื่องไปถึงแต่เช้าตรู่ หรือ หลังสองทุ่ม
Travel Service Center ยังไม่เปิด หรือ ปิดกลับบ้านกันหมดแล้ว
ให้แวะที่เคาเตอร์สำรองที่นั่งของ JR หรือ สำนักงานหน้าต่างเขียว (Midoriguchi) ได้ครับ อยู่ใกล้ๆ กับ Travel Service Center เลย
ให้บริการเหมือนกัน เพียงแต่ต้องยืน และไม่รับปรึกษานาน ๆ เท่านั้นเอง เพราะคิวยาว คนข้างหลังเค้าจะค้อนเอา

ที่เคาเตอร์จะมีสัญลักษณ์รูปคนนั่งบนเบาะรถ เป็นสีเขียว ติดอยู่ที่ป้าย หรือ ที่ผนังด้านใน ตัวเบ้อเร่อ แบบนี้....

เคาเตอร์หน้าต่างเขียว เปิดตั้งแต่ประมาณ หกโมงครึ่ง ถึง สี่ทุ่ม หลังจากนั้น ต้องซื้อตั๋วจากเครื่องขายอัตโนมัติแล้วครับ
รถไฟเที่ยวสุดท้าย (Keisei Limited Express) หมดประมาณห้าทุ่มนะ
เรื่องจะนั่ง Taxi เข้าโตเกียว ถ้าขนหน้าแข้งท่านไม่หนาและดกดำ อย่าได้ลองเด็ดขาด!!! เพราะต้องจ่ายประมาณเกือบ 30,000 เยน หรือ 9,000 กว่าบาท (คุณพระ!!!)
เปิดโรงแรมที่นาริตะนอนซ่ะ 1 คืน บวกค่ารถไฟตอนเช้า ยังประหยัดกว่าเลย...
ส่วนของรถไฟ Keisei ไม่มีสำนักงาน Travel Service Center เหมือน JR เพราะวิ่งอยู่แค่ระหว่างจังหวัด Chiba กับ Tokyo
มีแต่เคาเตอร์ขนาดใหญ่สีฟ้า-ดำ ที่ดูทันสมัยไม่เบา
เมื่อ 2 ปีก่อนยังเป็นเคาเตอร์สีฟ้า-ขาว ดูเชยๆ อยู่เลย
ออกแบบได้ Hip หลาย นึกว่าบาร์ขายน้ำผลไม้ซ่ะอีก

ถ้าจะเข้าโตเกียวด้วยรถไฟ Keisei ติดต่อซื้อตั๋วจากเจ้าหน้าที่ที่เคาเตอร์ได้เลย
หรือจะซื้อจากเครื่องขายอัตโนมัติที่อยู่ด้านข้างก็ได้
ตามสะดวก...
แต่เครื่องขายของ Keisei เป็นรุ่นโบราณหน่อยนะ แต่มีภาษาอังกฤษบอก แล้วรุ่นนี้ก็ไม่ได้ใช้ยากมากมายอะไร
เช่น จะเข้า Nippori หรือ Ueno ที่ตั๋วราคา 1000 เยน
กดปุ่มที่เป็นรูปผู้ใหญ่ 1 คน (ตั๋ว 1 ใบ) ถ้ามา 2 คน ก็กดรูปคน 2 คน ซึ่งปกติ ปุ่มนี้ถ้าไม่ได้กด เครื่องจะเลือกเป็นผู้ใหญ่ 1 คน ให้อัตโนมัติอยู่แล้ว ยัดแบงค์ 1000 เยน หรือ หยอดเหรียญลงไปตามจำนวนตั๋วและราคาที่ต้องการ ปุ่มตัวเลขจำนวนเงิน จะส่องแสงตามจำนวนเงินที่ท่าน ยัด หรือ หยอดลงไป
แล้วกดปุ่มที่มีเลข 1000 (เยน) ตามราคาตั๋ว ถ้าเงินไม่พอ เครื่องจะร้องขอเงินเพิ่มเอง สุดท้ายเครื่องจะคายตั๋วออกมา 1 หรือ 2 ใบ แล้วแต่จะเลือกไว้ แล้วก็รับเงินทอน (ถ้ามี)
ถ้าไม่รู้ว่าตั๋วราคาเท่าไหร่ หยอดตั๋วราคาต่ำสุดไว้ก่อนก็ได้ (น่าจะประมาณ 150-200 เยน) แล้วพอถึงปลายทาง ค่อยเอาตั๋วยัดใส่เครื่อง Fare Adjustment หรือ ให้เจ้าหน้าที่ที่ประตูทางออก คิดเงินเพิ่มอีกที ไม่มีค่าปรับหรอกครับ
ระบบเค้าคิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในทุกกรณีอยู่แล้ว
วิธีการนี้เป็นวิธีมาตรฐาน ใช้ได้กับรถไฟทุกเจ้า ทุกแบบ ทั้งบนดินและใต้ดิน
ยกเว้นแต่รถไฟขบวนที่ต้องจองที่นั่ง (Reserved Seat) เท่านั้น ที่ต้องเข้าไปจองในสำนักงานขายตั๋ว

ใช้ง่ายกว่าใช้เครื่องซักผ้าที่้บ้านอีก
ถ้าเป็นเครื่องขายตั๋วของ JR จะทันสมัยกว่า เพราะเป็นระบบหน้าจอสัมผัส มีขั้นตอนบอกทางหน้าจอตลอด
ค่อยสบายหน่อย...
ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก มีปุ่มเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษให้นะ
ตู้นี้ใช้เติมเงินบัตร Suica ได้ด้วย
จะหยอดจะแหย่อะไรลงช่องไหน เค้าทำรูปบอกไว้ที่เครื่องหมด
ยืนดูคนญี่ปุ่นเค้าใช้ซักรอบสองรอบ เด๋วก็ทำได้

เครื่องสูบน้ำที่บ้านผมยังเอาใจยากกว่าซ่ะอีก
ไปชมหน้าตารถไฟที่เราจะนั่งเข้าโตเกียวกัน
เริ่มที่ JR ก่อน มี 2 แบบ เป็น Limited Express (Tokkyu) สาย Narita Express กับ Rapid Train (Kaisoku) สาย Sobu
แบบแรก Narita Express หรือ N'EX
หรูสุด แพงสุด และ เกือบวิ่งเร็วที่สุด ในบรรดารถวิ่งเข้าโตเกียว (130 กม./ชั่วโมง)
เป็นผลผลิตของ บริษัท JR East ในรหัส EMUs 253 Series
ข้อมูลทางเทคนิคสำหรับ เททจัง และ เททสึโกะ สาขาประเทศไทย ไปอ่านที่นี่ลย http://en.wikipedia.org/wiki/253_series
มีออกจากสนามบินนาริตะวันละ 24 ขบวน เที่ยวแรก 7.42 เที่ยวสุดท้าย 21.43 น.
สถานีหลักที่แวะจอด คือ Airport-Terminal 2, Tokyo, Shinagawa, Shibuya, Shinjuku, Ikebukuro สุดทางที่ Omiya ทางเหนือของโตเกียว ขบวนก่อนเที่ยง จะแวะจอดเมือง Narita กับ Chiba ด้วย

ขบวนที่ออกสายกว่า 9 โมงเช้าเป็นต้นไป พอวิ่งถึง สถานี Tokyo จะแบ่งขบวนเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกวิ่งขึ้นเหนือผ่าน Shinjuku ไป Omiya อีกส่วนวิ่งล่องใต้ไป Yokohama, Totsuka และ Ofuna
ใช้เวลาเดินทางจากสนามบิน ถึงสถานีโตเกียว 54 นาที ถ้าลงชินจูกุก็ 1 ชั่วโมง 18 นาที ลงโยโคฮาม่าก็ชั่วโมงครึ่ง
ค่าโดยสารแบบเต็มราคา ลงโตเกียว 2,940 เยน / ชินจูกุ หรือ อิเคะบุคุโระ 3,110 เยน / โยโคฮาม่า 4,180 เยน
มีราคาโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับ Suica สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะบอกรายละเอียดอีกทีตอนท้ายกระทู้
เข้ามาในตัวรถ ดูเรียบง่าย ทันสมัย เส้นสายไม่เยอะ แต่เท่ห์
เหมือนยานอวกาศมากกว่ารถไฟ
เบาะใหญ่นั่งสบายกระชับตัว สีแดงดำเหมือนตัวรถ ให้บรรยากาศแบบสปอร์ต เข้ากับตัวรถที่เน้นความเร็ว
ด้านท้ายโบกี้ มีชั้นสำหรับวางกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ให้พร้อม
ถ้าที่ไม่พอ เอามาวางไว้ข้างที่นั่งก็ได้ เหมือนในรูป เพราะทางเดินกว้างพอ

เป็น Reserved Seat ทุกที่นั่ง ต้องจองก่อนทุกครั้ง
คิดว่าไม่น่ามีตู้ Non-reserved Seat นะ แต่มี Green Car (รถนั่งชั้น 1) ให้บริการด้วย ที่นั่งในตู้ Green Car จะมีแค่แถวละ 3 ตัว (2+1) เค้าว่ากันว่านั่งสบายเหมือนโซฟาที่บ้านเลย
ก็ฟังแต่ที่เค้าเล่ามา เพราะไม่มีโอกาสจะได้นั่งซักกะที... (งก)
แบบต่อมา Rapid Airport Narita
แบบนี้คนไทย และชาวต่างชาติส่วนมากจะไม่ค่อยเลือกนั่ง เพราะใช้เวลาเดินทางนานที่สุด จอดป้ายบ่อยที่สุด แถมราคายังไม่ถูกอีกตะหาก

Sobu Line สาย Rapid Airport Narita
จากนาริตะ เข้า โตเกียว ใช้เวลาไปเกือบ 80 นาที กับค่าตั๋ว 1,280 เยน คนงบน้อยเลยไปเลือกนั่ง Keisei Limited Express กันหมด ถ้างบมาก หรือมี JR Pass ก็นั่ง Narita Express ไป
ส่วนที่จะนั่งคือ คนที่จะไปลงสถานีระหว่างทาง ที่อยู่ทางด้านใต้ของจังหวัด Chiba กันเป็นส่วนมาก
บรรยากาศภายในรถไฟ Sobu Line ก็คล้ายกับ BTS หรือ MRT บ้านเรา เป็นที่นั่ง 2 เที่ยวหันหน้าชนกันพร้อมราวจับ
แต่รูปขบวนนี้รู้สึกจะเป็น Chuo-Sobu line สาย Local ที่วิ่งอยู่ในเมือง Tokyo นะ โฆษณาเพียบเลย...
เอามาให้ดูสภาพในห้องโดยสารเฉยๆ

ที่น่าสนใจที่ทำให้รถไฟสาย Rapid Airport Narita แตกต่างจากรถไฟ Sobu ขบวนปกติที่วิ่งชานเมืองขบวนอื่นๆ คือ มันมีตู้ Green car ให้เลือกนั่งด้วยครับ แต่ต้องจ่ายเพิ่มนะ เท่าไหร่ก็ไม่รุ คงจะแพง เลยไม่ได้สนใจถามข้อมูลไว้

เป็นตู้แบบ 2 ชั้น ที่หรูใช้ได้เลย เสียอย่างเดียว ถ้านั่งชั้นล่าง เวลารถวิ่งเข้าชานชลา หน้าเราจะอยู่ตรงเท้าคนที่ยืนรอรถพอดี
สัญลักษณ์รูปกลีบดอกไม้เขียวๆ ที่เห็น คือเครื่องหมายที่บอกว่า ตู้นั่นเป็น Green car ครับ
พวกรถขบวนที่วิ่งไกลๆ จะีมีตู้อยู่ 1-2 ตู้ ที่ติดเครื่องหมายแบบนี้
ไปดูทางฝั่งของ Keisei กันบ้าง ว่าเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อกันมั้ย....
ข่าวดี..... สำหรับผู้นิยมใช้ Keisei ทุกท่าน
ในปี 2553 ทาง Keisei จะเปิดเส้นทางสำหรับรถ Skyliner เส้นทางใหม่ ให้ชื่อว่า New Skyliner หรือ Narita New Rapid Line
ตอนนี่กำลังก่อสร้างมาได้เยอะแล้ว
เส้นทางใหม่จะตัดตรงจากสนามบินนาริตะไปยังอูเอโนะ (ในรูปเส้นสีน้ำเงิน)
แทนที่จะวิ่งอ้อมเป็นเส้นโค้งเหมือนเส้นทางเดิม (เส้นสีเขียว)
รางที่สร้างใหม่ จะทำให้รถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลต่อชั่วโมง
ซึ่งจะทำให้วิ่งจากนาริตะ ถึง นิปโปหริ (ใกล้กับอูเอโนะ) ได้ในเวลาแค่ 36 นาที!!
เร็วกว่าเดิมอีก 15 นาที
ทาง Keisei หมายมั่นปั่นมือไว้ว่า เส้นทางใหม่นี้จะทำให้ Keisei ได้เปรียบ JR ขึ้นมาอีกบาน ในการแข่งขันอันหนักหน่วงระหว่างผู้ให้บริการรถไฟเข้าเมือง
ใครเก็บเงินไปญี่ปุ่นอยู่ แล้วอยากลองนั่งสายใหม่ ไม่ต้องรีบนะครับ อีกหลายอึดใจแม้วกว่าจะเสร็จ
รายละเอียดของเส้นทาง และสถานีที่จะจอด ของ New Skyliner ดูตามนี้เลย http://en.wikipedia.org/wiki/Narita_Rapid_Railway
พระเอกของฝั่ง เคเซ ก็คือ Skyliner ครับ
เป็น EMU ในซีรีย์ AE100 ที่วิ่งระกว่างสนามบิน กับ Ueno ด้วยเวลาเร็วจี๋แค่ 51 นาที เพราะพอออกจากสถานี Terminal 2 ก็แวะจอดแค่ 3 สถานี คือ Keisei Narita , Keisei Funabashi และ JR Nippori (สถานีนี้ไปใช้ร่วมกับ JR ครับ)

เร็วและราคาสบายกระเป๋าที่ 1920 เยน ถูกที่ Narita Express (แบบที่ไม่มี Promotion)
มีรถออกจากสนามบินวันละ 22 เที่ยว น้อยกว่า N'EX นิดนึง
เที่ยวแรกออกเวลา 9.23 น. เที่ยวสุดท้ายออก 22.00 น.
ภายใน Keisei Skyliner ออกแบบได้ธรรมดามาก
เป็นแบบเรียบๆ เหมือนนั่งรถทัวร์บ้านเรา
เบาะเป็นสีน้ำเงิน เหมือนลายตัวรถ
สีน้ำเงินแดงคงเป็นสีประจำของบริษัทเค้า
(ของ JR East เป็นสีเขียวแก่)
สภาพภายในรถก็เหมือนรถไฟมาตรฐานญี่ปุ่นทั่วไป
คือเรียบร้อยและสะอาดมากถึงมากที่สุด

รายละเอียดที่นั่ง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใน Skyliner ดูตามนี้เลย http://www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/keisei_us/html/skyliner.html
ส่วนขบวนขวัญใจคนไทยคือ Keisei Limited Express

ถูกสุดสุด เพียง 1000 เยนต่อเที่ยว ใช้เวลาเดินทางถึง Ueno ภายใน 71 นาที นานนิดนึง เพราะจอดประมาณ 10 สถานี
นั่งชมวิวไปเพลินๆ แป๊บเดียวถึง

มีรถออกถี่ยิบถึงวันละ 50 เที่ยวออกทุก ๆ 20 นาที ตั้งแต่หกโมงเช้าจนเกือบห้าทุ่ม (เที่ยวสุดท้าย 22.41 น.)
รายละเอียดดูตามนี้เลย http://www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/keisei_us/html/o_express.html
เมื่อเลือกรถไฟที่ตรงใจ และ ซื้อตั๋วมาได้แล้ว
ขั้นตอนต่อไป ก็ไม่ค่อยยากแล้วครับ
การขึ้นรถไฟญี่ปุ่นสำหรับมือใหม่ที่กำลังจะไปครั้งแรก
ให้นึกถึง BTS หรือ MRT ไว้
ทำอีกแค่ 3 ขั้นเท่านั้น คือ
1. หยิบตั๋วไว้ในมือให้มั่น ด้วยมือข้างที่ถนัดและไม่ได้หิ้วอะไรพะรุงพะรัง

2. เดินผ่านประตูทางเข้าที่มีไฟลูกศรสีเขียวติดอยู่
แล้วเสียบบัตรลงไปในช่องที่อยู่ตรงมุมทางเข้า
ประตูจะเปิด แล้วรอรับบัตรที่ปลายอีกด้าน

จะหันบัตรเอาด้านซ้ายหรือขวาเข้าเครื่องก็ได้ทั้งนั้นครับ เครื่องมันฉลาด มันจะหันหัวบัตรทางที่ถูกคืนออกมาให้ตรงปลายทางเอง
หรือถ้าขึ้นรถทางไกล เช่น ชินคันเซง ที่จะต้องไปเปลี่ยนขบวนรถกลางทาง ถ้าเค้าออกตั๋วมา 2 ใบ(ต่อคน) ให้ยัดลงไปพร้อมกันเลย เครื่องมันจะรู้เอง
ไม่ต้องรีบด้วย เพราะประตูทางเข้ารถไฟที่ญี่ปุ่น เปิดแล้ว จะค้างไว้ประมาณเกือบ 10 วินาที กว่าจะปิด ประมาณว่าหยอดบัตรคนเดียว สามารถวิ่งตามเข้าไปได้อีกหลายคน (แต่ก็ไม่เคยเห็นว่ามีใครจะทำแบบนั้น)
แต่ถ้าเป็น BTS หรือ MRT ผมโดนประตูหนีบช้างน้อยประจำ!!! มัวดูจอว่าบัตรเหลือเงินกี่บาท

ถ้าถือบัตร Suica (ซุยก้า) ก็ Touch & Go ได้เลยครับ
3. แล้วก็มองหาป้ายชานชลา เช็คให้แน่ใจว่าเป็นขบวนที่ต้องการ

ถ้าเห็นเป็นภาษาญี่ปุ่นก็อย่าตกใจนะ ซักพัก ก็จะเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษเอง
ยกเว้นสถานีตามต่างจังหวัด ในเขตรอบนอกของเมือง ของ Private Railway บางสาย เช่นของ Meitetsu นาโงย่า ป้ายจะไม่มีภาษาอังกฤษ ก็ใ้ช้วิธีถามเจ้าหน้าที่เอา
ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง เขียนที่หมายและขบวนที่ต้องการเป็นภาษาอังกฤษ ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูก็ได้ เค้าอ่านออกครับ แต่พูดไม่ค่อยได้เท่านั้นเอง
เด๋วเค้าก็จูงมือเราไปที่ชานชลาเอง
ตามที่บอกไว้ว่าจะเล่าโปรโมชั่นของ 2 คู่แข่งรถไฟเข้าเมือง JR กับ Keisei ให้
ดูกันซิว่า ทั้ง 2 เจ้า จะแข่งกันแย่งลูกค้า และคืนกำไรให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ยังไงกันบ้าง
สิทธิพิเศษทั้ง 2 แบบ เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นครับ คนที่ถือ Passport ญี่ปุ่น ไม่มีสิทธิซื้อ ถ้าคนขายเห็นเราหน้าตาเหมือนคนญี่ปุ่น จะขอดู Passport ตอนที่เราไปติดต่อซื้อ
ดูโปรโมชั่นของ Keisei กันก่อน
เป็นคูปองนั่งรถ Skyliner เฉพาะขาเข้าเมืองเที่ยวเดียว จากสนาบินนาริตะ ถึง สถานีเคเซ-อูเอโนะ
กับบัตร Special Open Ticket ของ Tokyo Metro Subway แบบ 1 หรือ 2 วัน แล้วแต่จะเลือก
ถ้า Skyliner กับ 1 Day Open Ticket ก็ 2,100 เยน
ถ้า Skyliner กับ 2 Day Open Ticket ก็ 2,480 เยน

ส่วนขากลับจากในเมืองไปนาริตะ ถ้าจะนั่ง Skyliner ต้องจ่ายราคาเต็ม 1,920 เยน
ถ้าซื้อตั๋ว 1 Day Open Ticket อย่างเดียว ก็ 600 เยน
ถ้าเป็นตั๋ว 2 Day Open Ticket อย่างเดียว ก็ 980 เยน (ต้องใช้ 2 วันติดกัน)
ตั๋ว Open Ticket จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ซื้อ
คำแนะนำสำหรับคนที่จะนั่ง Keisei Limited Express ที่มาก่อนได้นั่งก่อน
ถ้าเครื่องของท่านลงที่เทอร์มินอล 2 แล้วเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน
หรือมีคนรอขึ้นรถเยอะมาก รอรถวิ่งมาจากเทอร์มินอล 1 เห็นมีคนนั่งเต็มขบวน หิ้วกระเป๋ามาใบก็โต อยากนั่งมาก ให้ยืน 71 นาทีถึงอูเอโนะ ไม่ไหวแน่ มีทางลัดดังนี้
หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ให้ผ่านเข้าชานชลา แล้วไปรอขึ้นรถไฟขาเข้าจากโตเกียว นั่งย้อนไปลงเทอร์มินอล 1 ซ่ะก่อน แค่ 3 นาทีเอง ถึงสถานีเทอร์มินอล 1 แล้ว เดินข้ามชานชลา มานั่งรถขาออกเที่ยวต่อไป หรือ รถคันที่นั่งมา ก็อาจจะรอออกเป็นขบวนต่อไปเลย ไม่ต้องเปลี่ยนรถ (ดูป้ายประกาศก่อนนะจ๊ะ)
มีรถออกทุก 20 นาที พลาดคันไหน รอแป๊ปเดียวเด๋วคันต่อไปก็มา จะได้นั่งสมใจ เสียเวลาแค่นิดเดียว ถือว่านั่งรถเที่ยวละกัน
ส่วนของ JR น่าสนใจสุดสุดไม่แพ้กัน ด้วยการขายตั๋วรถไฟ Narita Express ควบกับบัตร Suica

ปกติจะนั่ง Narita Express เข้าเมือง ต้องจ่ายอย่างน้อย 2,940 เยน ขึ้นไป ยิ่งถ้านั่งไปลง Yokohama ก็ต้องจ่ายแพงหูฉี่ถึง 4,180 เยน เพื่อแลกกับความหรูหราสะดวกสบายรวดเร็วทันใจ
เมื่อก่อน N'EX เลยเป็นทางเลือกเฉพาะคนมีกะตังค์ หรือคนที่เบิกค่าเดินทางกับบริษัทฯ ได้ (ผมจะได้นั่งก็เพราะเงื่อนไขหลังนี่แหละ)
แต่เมื่อเดือนมีนา ปีที่แล้ว JR East ได้ออกโปรโมชั่นยั่วใจสุดสุดอันนี้ออกมา สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างความอิจฉาตาร้อนให้คนญี่ปุ่นเป็นอันมาก
นั่นคือ ตั๋ว N'EX ไปลงที่ไหนก็ได้เที่ยวเดียว
พร้อมบัตร Suica ที่มีเงินบรรจุอยู่ 1,500 + 500 เยน (500 เยน คือ ค่ามัดจำที่จะได้รับเมื่อเราเอาบัตรไปคืน)
ขายรวมกันในราคาลดสุดสุด ที่ 3,500 เยนเท่านั้นนนนนน
รายละเอียดตามนี้ครับ http://www.jreast.co.jp/e/suica-nex/index.html
อันนี้เป็น Limousine Bus ก็เลยแถมข้อมูลให้

สำหรับคนที่มีสัมภาระรุงรัง หิ้วกระเป๋าใบโตไปหลายใบ
นั่งรถบัสเข้าเมืองได้เลย ใช้เวลามากหน่อยประมาณ 80 นาที กับค่ารถคนละ 3,000 เยน แต่มีที่วางกระเป๋าใต้ท้องรถเหลือเฟือ และจุดจอดรถก็มีหลายที่ ไม่ต้องแบกกระเป๋าขึ้นลงบันไดสถานีรถไฟให้ลิ้นห้อย สถานีรถไฟญี่ปุ่นหลายสถานี สร้างมานานแล้ว ยิ่งไม่ค่อยมีลิฟท์กับบันไดเลื่อนอยู่ด้วย
ซื้อตั๋วได้ที่เคาเตอร์ Transportation Service ตามที่บอกนั่นแหละ แถมยังมีตั๋วเข้าเมืองราคาพิเศษ ขายควบกับ 1 Day Open Ticket ของ Tokyo Metro ในราคา 3,100 เยน
ปลายทางของ Limousine Bus มีหลายจุดมาก ดูรายละเอียดตามนี้เลยครับ
http://www.limousinebus.co.jp/en/index.html
การบริการขนส่งกระเป๋าถึงที่พัก
สำหรับคนที่แบกกระเป๋าใบยักษ์ไปหลายใบ แล้วไม่อยากลากขึ้นรถไฟ แบกขึ้นบันไดสถานีรถไฟในโตเกียว ที่หลายสถานีจะไม่มีบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ให้ทุ่นแรง
เรียกใช้บริการ Takuhaibin (home delivery services) ที่เคาเตอร์ใกล้ชั้น 1 ของทั้ง 2 เทอร์มินอลได้เลย มีเจ้าใหญ่ๆ ให้เลือก 4 เจ้า
คือ -GPA (Sky Porter & Green Port Agency Ltd.)
-JAL ABC Inc.
บริษัทนี้ให้เช่ามือถือใช้ในญี่ปุ่นด้วย วันละ 250 เยน ดูตามนี้เลย http://www.rental-mobile.com/en/domestic/index.html
-QL Liner (หรือ KLT หรือ บ. คะมะทะกิ อุนยู)
-ANA Air Service Tokyo Co., Ltd.
ชอบใจเจ้าไหนก็เลือกได้เลย ค่าบริการ 1 ชิ้นให้หนักไม่เกิน 30 กิโล 1คิดที่ 2,000 เยน หนักกว่านี้ก็ต้องจ่ายเพิ่มกันไป....
เจ้าแรก GPA จะเป็นขาใหญ่ ให้บริการขนส่งโดย บริษัทขนส่งอันดับ 1 ของญี่ปุ่น บ.แม่แมวดำหิ้วลูกเหมียว Yamato Transport ที่มีรถขนส่ง และตราบริษัทที่น่ารักเป็นเอกลักษณ์
มาชมคลิปวีดีโอวิธีการเดินทางจาก
นาริตะ เข้า โตเกียวกันนะครับ